Thread Rating:
  • 0 Vote(s) - 0 Average
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
...เรื่องเล่า เเบบหัทยา/ตอนที่ 7.... ..สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง1-2..
Author Message
hattaya111 Offline
Man of the Moon
******

Posts: 1,126
Likes Given: 35
Likes Received: 4 in 4 posts
Joined: 31 Mar 2009
Reputation: 54
#1
...เรื่องเล่า เเบบหัทยา/ตอนที่ 7.... ..สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง1-2..
เรื่องเล่าแบบหัทยา ภาค 2 ฉบับแบบร่าง


[Image: on%20the%20way%20001.JPG]



สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง


สงสัยมานานแล้วว่า ทำไมคุณยายร้านขายของชำ ที่อยู่เลยบ้านผมไปไม่ไกลนัก

ทำไมชอบมานั่งหน้าร้านของแกคนเดียว

มองรถ และผู้คนผ่านไปมาได้ทุกวัน เห็นแกมานานตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้ว ที่มานั่งทำอะไรแบบนี้

** ณัฐ..คิดขึ้นมาลอยๆ ขณะมองออกมาจากหน้าต่างห้องนอน **


สักครู่ต่อมา เค้าเองก็ได้มานั่งเล่นหน้าบ้านบ้าง ปล่อยให้สายลมพัดเย็นๆผ่าน ทั้งๆที่อาการไข้ขึ้นตัวร้อนยังคงอยู่

ไม่รู้ว่านี่คืออากาศเย็นขึ้น หรือ เพราะเราป่วยจึงมีความรู้สึกต่ออากาศที่เปลี่ยนไป


เรื่องราวต่างๆยังวิ่งวนไปมาในสมอง มีความรูสึกถึงสายตาเวลามองอะไร เหมือนณัฐ จะไม่ได้มองเห็นในสิ่งตรงหน้า

แต่ ...เหมือนมีอะไรมากมายที่มองไม่เห็นมาปรากฎอยู่ มันอาจทำให้ดูเหม่อ เพราะสายตาเหมือนไม่โฟกัสอะไรที่เห็นด้วยตาตรงนี้เลย


เรื่องต่างๆในช่วงเวลาหนึ่ง ยังคงปรากฎในสมองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเหงา ซึมเศร้า ดูๆจะเป็นเหมือนเพื่อนแท้ ที่ยังคงจับมือ นั่งเคียงข้างเราอย่างแท้จริง วันนี้เขามาทรุดตัวอยู่เคียงข้างเราอีกครั้ง


ผมไม่รู้จะเดินทางไปไหนอีก ได้แต่นั่งนิ่งๆอยู่หน้าบ้าน มองดูความเรียบง่าย ที่แสดงตนอย่างถ่อมตัวต่อไป

ไม่มีที่ไหนให้หนีอีกต่อไปแล้ว....**ณัฐคิดอย่างนั้น **



การก่อเริ่ม การเดินทาง ทุกสิ่งมีเกิดขึ้น ดำรงค์อยู่ สูญสลายนั้น เป็นเรื่องแท้จริง ที่ต้องเข้าใจ และยอมรับมัน

แม้จะอยากแก้ไขยึดเยื้อช่วงเวลาที่ดีแบบนั้นอีก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร



เสียงเจื้อยแจ้วที่คุ้นเคยในช่วงเวลาที่ดี ที่เรารู้สึกว่า ...ช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้มีคนๆนึงก้าวเข้ามาในชีวิต

พูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองต่อโลก ด้วยชื่นชมในความคิดของกันและกัน

ดีใจที่มีคนแบบนี้ หายใจอยู่ข้างๆไม่ห่างเรา


คนเราจะต้องการอะไรมากไปกว่า ใครสักคนที่จะเข้าใจในตัวตนแห่งกันและกัน อย่างแท้จริง

ที่ๆปลอดภัยที่สุด ซึ่งคุณจะเป็นอย่างไรก็ได้ เป็นตัวของตัวเอง เล่าเรื่องที่สนุกที่สุด ภูมิใจ หรือ น่าอายที่สุด ไม่มีอะไรปิดบัง

คนที่จะคอยหัวเราะกับเราในทุกเรื่อง ปลอบโยน ให้กำลังใจ เข้าใจในยามมีทุข์ใจปัญหา อ่อนแอเหนื่อยล้า

คงหวังว่า...คนข้างๆคนนั้นคงจะเป็นแบบนี้ หรือ พยายามค้นหาใครคนนั้นให้คล้ายในอุดมคติที่ว่า

ก็ลองดูนะ ค้นหากันต่อไป




ในเวลาที่ไปเจอไปพบอะไร เราก็มีใจในส่วนที่อยากเก็บเกี่ยวแบ่งปันประสพการณ์ต่อกัน




เช้าที่อากาศดีเช่นนี้ ณัฐมักจะส่งข้อความไปทักทายในยามเช้า เพื่อหวังจะสร้างรอยยิ้มเพียงเล็กน้อยบ้าง

หรือ ให้เค้ารู้สึกถึงว่ายังมีใครสักคนคิดถึงเค้าอยู่

นั่นคือกิจกรรมประจำที่ทำเพื่อ การก่อสัมพันธภาพที่ดีต่อเค้า และณัฐก็มีความสุข แม้จะไม่ค่อยมีอะไรส่งตอบกลับมา

แต่เสียงจำนรรจา ที่ดังแมวซุกซนตัวน้อย ก็เหมือนจะบอกความสบายใจต่อความรู้สึกต่างๆเมื่อได้สนทนากันอยู่เสมอ




มาบัดนี้ความรู้สึกโหวงเหวงกลวงโบ๋ ว่างเปล่าวได้เข้ามาแทนที่ความเติมเต็มนั้น


รถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา ก็วิ่งผ่านไป พร้อมสร้างทิศทางลมปะทะที่เปลี่ยนแปลง

ณัฐเองเหมือนจะเข้าใจ การมานั่งปล่อยสายตาเฝ้ามองการเคลื่อนไหวหน้าบ้าน ของคุณยายคนที่เห็นมาแต่เด็กนั้น ได้ในขณะนี้

จริงๆ คือไม่มีอะไรเลย มันเป็นแค่กลวิธีง่ายๆ เป็นการทำลายความว่างเปล่าว แห่งช่วงเวลาเปลี่ยวเหงาของชีวิต


การไม่หมกตัวเองอยู่ในห้อง หรือ พื้นที่แคบๆ ปล่อยตัวเองออกมาสู่พื้นที่สามารถพบปะกับชาวโลก คือวิธีสิ่งง่ายๆที่

บางคนก็เสาะหา เดินทางกันไปจะทั่วโลก สุดดาวดวงไหน ก็แล้วแต่วิธีจะทำลายความว่างเปล่าว

ซึ่งจริงๆโดยแท้สุดท้ายคนเราก็ต้องสงบหายใจ และ กลับไปโดดเดี่ยวในที่ๆนึงอยู่แล้ว ....ในบั้นปลายท้ายชีวิตทุกคน


เราต้องกลับไปทิ้งร่างไว้อย่างโดดเดี่ยว ในสถานพยาบาล หรือที่ไหนสักที่นึงก่อนที่จะดับลมหายใจสุดท้าย??..

ช่วงเวลาอันดูเหมือนน่าเศร้านั้น จะดูเงียบเหงาเพียงไหนไม่อาจคิดได้

คนที่กำลังจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป จะมีอะไรค้างคา มีสิ่งใดค้างคาใจในความอยาก จะคิดจะทำอีกมากมายแค่ไหน

ร่างกายและจิตใจนี้ รับใช้ความอยากในกิเลสต่างๆ ที่ต้องการมามากน้อยพอใจเพียงใด

หรือ เค้าผ่านทุกสิ่งมาแล้วด้วยความเข้าใจ ระลึกถึงทุกสิ่งที่ผ่านมา ด้วยความทรงจำที่เปี่ยมสุข

ว่าผ่านอะไรมาแล้วบ้าง ทบทวน เหมือนมองอัลบั้มภาพ หรือ อ่านไดอะรี่ที่บันทึกเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตนั้นๆ

แล้ว แอบยิ้ม น้ำตาคลอริน อย่างเปี่ยมสุขที่ตื้นตัน

จะมีใครสักคนจับมือ ใกล้ชิดเคียงข้างให้กำลังใจแก่กันหรือไม่


**ณัฐเหม่อคิดไปมากมายต่างๆนาๆ **
คุณยายที่ไม่เคยพูดจาอะไรมากมายนั้น น่าจะกำลังสอนเขาให้คิดอะไรบางอย่าง


พรุ่งนี้จะมีงานต้องไปอัดเสียง แต่เขาไม่ได้หยิบกีตาร์มาใกล้ตัวเลย หลายวันแล้ว

อาการไข้ขึ้น ดูจะเป็นข้ออ้างในการละเลยการฝึกซ้อมของเขาในขณะนี้

เสียงเพลงเรียกเข้า ด้วยเพลงหลอนๆที่ไม่ค่อยจะน่ามีใครใช้ดังขึ้น.....


**ครับ ....ว่าไงเรา พรุ่งนี้ 2 ทุ่มหรอ **

**ได้ๆ...แค่นี้ก่อนนะ..พี่ไม่ค่อยสบาย แล้วเจอกันครับ **

ณัฐพูดสั้นๆ.....ในเวลาแบบนี้ เขาไม่อยากจะทำอะไรเลย แต่งานก็คือสิ่งที่ต้องทำหล่อเลี้ยงชีวิต



เคยมีคนเคยตั้งคำถามไว้ว่า ...**ทำไมชั้นต้องทำงานกันหนักขนาดนี้ **

ไม่ได้มีเวลาชีวิตส่วนตัวเลย ยังมีอะไรอีกมากที่ยังไม่ได้ทำ เวลาของการทำง่าน ดูดกลืนชีวิตที่อยากทำอะไรๆอีกหลายๆด้าน

**เธอโชคดีนะ ที่ได้ทำในสิ่งที่เธอรัก และ เลี้ยงชีพได้** ?เขากล่าวกับณัฐ

ณัฐเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง ได้แต่ให้กำลังใจไปว่า .....

**จริงๆคนเราต่างเรียบง่าย ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ลองนึกถึงว่าเป็นสมัยอยุธยา สุโขทัย สมัยโบราณสิ **

** คนเราก็ไม่เห็นต้องแก่งแย่งช่วงชิง อยากได้อยากมี ทำงานหามรุ่งห้ามค่ำขนาดนี้ เว้นแต่นานทีจะมีเรื่องศึกสงคราม นั่นก็กรณีย์พิเศษ


แต่หากว่าคนเราถูกจัดวาง ในตำแหน่งที่เหมาะสม เข้าใจในการกระทำนั้นๆโดยเท่าทัน มีความสุข ได้ผลตอบแทนอย่างพอเพียง

จริงๆมันก็แค่นั้นไม่ใช่หรือ

ความสุขของคนที่ขับพอร์ช กับขี่จักยานวิบาก ถ้าหิวๆมานั่งทานก๋วยเตี๋ยว คงไม่เกิน 2 ชามคงน่าจะอิ่มแล้วทั้งคู่

และ คงไม่ได้สามารถขับรถทีละ 2 คันในเวลาเดียวไปไหนมาไหน ถ้าฟังเพลงก็คงฟังด้วยหูที่มีเพียง 2หู

จริงๆมันมีเรื่องแง่คิดนึงที่ณัฐเคยได้ยินมาจากนักปฎิบัติธรรมท่านหนึ่ง เรื่องการบริหารกิเลส

จริงๆทุกคนต้องมี การบริหารกิเลส และเลือกใช้เป็นแรงขับให้ไปสู่จุดอีกจุดหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจและเท่าทันในพลังงานนี้

แม้จะไปนิพพานก็ยังต้องใช้ความอยากนี้ในช่วงเป็นแรงขับส่ง

คำเหล่านี้ผุดขึ้นมาในสมองนึกชื่นชมธรรมมะที่ได้หวนคิด

หัวใจมันพองโต ยิ้มแก้มปริ ..แต่น้ำตาก็อาบสองข้างแก้มเหมือนกัน

ประโยคสนทนาเหล่านี้ เป็นคำที่เขาเคยพูดกับ **สา **คนที่เค้ารัก อาจจะเป็นในตอนที่เธอดูหัวปั่น ทำงานแทบไม่ได้นอน

ณัฐก็จะหาวิธีพูดชลออารมณ์ ให้เธอนิ่งๆลงบ้าง




แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว
[Image: why001.JPG]

[



เรื่องเล่าแบบหัทยา ภาค 2 ฉบับแบบร่าง


สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง.....2


สา.... เป็นสาวน้อยน่ารัก ตาโตกลมสวย เนื่องจากคุณยายมีเชื้อสายชาวอินเดีย พ่อมีเชื้อจีน

ครอบครัวพื้นเพเป็นชาวระยอง หลายสิ่งรวมกันกลายเป็นเธอที่น่ารัก

ครั้งหนึ่งณัฐ และ เธอเคยได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกันและกัน

ในวันที่เจอกันครั้งแรกที่หอพัก สมัยเรียนที่มหาลัย คือ

เธอทำความสะอาดกระจกบานเกร็ดด้านหน้าห้อง ที่ติดทางเดินหลุดหล่นมาแตก ณัฐได้ยินเข้า จึงเอาเครื่องดูดฝุ่นออกมาช่วยเก็บกวาดเศษกระจก

จากนั้นจึงทำให้ทั้ง2 คนเริ่มได้รู้จักกันครั้งแรก และก็สนิทสนมกันต่อมาจนเป็นแฟนกัน ใครที่รู้จักณัฐก็คงจะคุ้นเคยกับสาเช่นกัน

พวกเขาไปไหนมาไหน ทำอะไรด้วยกันตลอดเสมอ แทบไม่เคยห่างกันเลย


สาคือสาวออฟฟิตที่ขยันทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาตรงกันกับ นักดนตรีไฟแรงเช่นณัฐนัก

เธอดูเรียนรู้เติบโตขึ้น กับชีวิตเมืองที่ภายหลังต้องย้ายเข้ามาอยู่ เนื่องจากต้องทำงาน

ณัฐเป็นคนที่เหมือนเด็กเติบโตช้า มีชีวิตพอเพียงเกินไป ไม่อยากได้อะไร ไม่ค่อยพัฒนา

เป็นแฟนมานาน ก็ดูเหมือนไม่ได้คิดแต่งงานคิดทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว

แต่เบื้องลึกจริงๆเขาคิด และ หาโอกาสทางไปของชีวิตที่ดีขึ้นเสมอ โดยยังสุ่มเสี่ยงในงานที่เขารัก และเลือกใช้เลี้ยงชีพ

นั่นคือดนตรี ซึ่งมันดูไม่ได้มั่นคง สร้างความชื่อหรือมั่นใจอะไรได้เลยกับทุกคนที่มอง ไม่ว่าจะครอบครัว เพื่อนฝูง หรือ สาเอง

เขาต้องทำสิ่งที่เขารัก ท่ามกลางความกดดันต่างๆอย่างอดทน


เนื่องด้วยทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน หลายๆครั้งสา มักจะแสดงความรู้สึกรำคาญเสียงดนตรี ที่เขาอาจจำเป็นต้องทำงานเวลากลางคืนบ้าง

บางทีอาจต้องอัดไลน์บางไลน์ ต้องฟัง หรือบางทีคิดแต่งเพลงออกมาได้ และลองเล่นมันออกมาเบาๆ

เวลา และองค์ประกอบแห่งการทำงานได้กลืนกิน สร้างช่องว่าง และก่อความเหินห่างต่อพวกเขา อย่างแนบเนียนมานาน

ในตอนท้ายๆ ที่ณัฐได้วิ่งวุ่นเสนอเพลงที่แต่ง จนถึงมือโปรดิวส์เซ่อร์คนนึง แล้วได้รับความสนใจ

ต้องพบเจอทำงานกันบ่อยมาก หามรุ่งหามค่ำ เพื่อจะทำงานให้ออกมาดังที่เขาฝันไว้


ในช่วงเวลแห่งการทำงานที่หนักขึ้นนั้น ?????????

วันหนึ่งณัฐ ก็พบว่าสา ผู้หญิงที่เขาไว้ใจที่สุดในชีวิต ได้แอบคบหากับใครลับๆใน internet

แล้วชีวิตที่ดี ครอบครัวเล็กๆที่เขาฝันจะสร้างขึ้นก็แหลกสลายจบลง




.................................................


ช่วงนั้น....ณัฐไม่สามารถเล่นดนตรีได้ แค่ขึ้นไปเตรียมตัวจะเล่น หรือ เล่นไปสักไม่เกินเพลง 2เพลง น้ำตาก็ไหลตลอด

จนต้องขอลาออกจากทุกร้านขณะนั้น

ไม่นานนัก ที่บ้านพบว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว นอกจากนั่งๆ นอนๆ นิ่งๆเฉยๆ ทานอะไรได้แค่พอยังชีพ กันตายไปวันๆ

ดูๆอาจคล้ายมีคุณสมบัติ ของการเป็นพระ

จะได้ด้วยเพราะ เห็นนิ่งดี หรืออย่างไรไม่ทราบ ทางบ้าน และน้องสาวของณัฐ จึงแนะนำให้เขาได้ออกบวช เผื่อจะเข้าใจชีวิตขึ้นบ้าง

ก็เหมือนจะได้ผลพอสมควร เขาสงบนิ่งขึ้น



จะด้วยโชคชะตา หรือ ความสามารถก็ไม่ทราบแน่ชัด

2 ปีที่แล้ว เขาได้เริ่มเดินทางไปหัวหิน จาก เดือนละครั้ง เป็น 2 อาทิตย์ครั้ง จนหาเรื่องไปได้งานทำที่นั่น

ไปอยู่อาทิตย์ละครั้ง กลับกรุงเทพแค่เสาร์อาทิตย์

ในชีวิตช่วงนี้เอง ที่เขาได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น ที่ไม่ใช่สา เขาเข้าใจชีวิตที่โดดเดี่ยวอย่างมากมาย

การตื่นมาแต่เช้าอย่างลำพัง ที่ต้องรีบทำกิจกรรมแข่งกับแสงอรุณ ที่จะเปลี่ยนแปลงสีสัน แสงเงาแรกๆของโลกในชั่วโมงแห่งการไล่ลำดับความเข้มแสงอย่างรวดเร็วนั้น

การฝึกบันทึกภาพโดยการถ่ายรูป คือ อีกมิติหนึ่งของชีวิตที่เขาได้เรียนรู้ ฝึกฝน และถ่ายทอดมาโดยรุ่นพี่คนหนึ่ง ชื่อกุน

เขาเหมือนจะมีความสุขมาก กับการเรียนรู้การมีชีวิตร่วมกับเพื่อนใหม่ คือธรรมชาติอย่างตัวคนเดียวลำพัง

กิจกรรมออกไปใช้ชีวิต ทานอาหาร ซื้อของไปตักบาตรเกือบทุกเช้า พบประสนทนา กับผู้คนต่างๆพนักงานรีสอร์ท ชาวบ้าน พระ

ขณะ หรือหลังถ่ายภาพนั้น ถ้าไม่เมาจนไม่มีสติพอลุกขึ้น เขาแทบไม่เคยพลาดเลย


ซึ่งเขาคงเป็นคนมีโชค หรือ อากาศที่นี่ดีจึงทำให้สุขภาพดีขึ้น จะดื่มได้ใกล้เช้ายังไง ก็มักจะตื่นมาใช้เวลาชีวิตช่วงเช้าที่เค้ารักได้

สุขภาพแย่ๆแต่เดิมจากเป็นโรคเครียด ความดันสูงมากจนน่ากลัว กลับดีขึ้น ไม่แน่ใจว่าการว่ายน้ำยามเช้าเกือบทุกวัน นั้นจะคือสิ่งที่ช่วยเขามาหรือไม่


จะด้วยความรักความสงบเป็นส่วนตัว หรืออย่างไรไม่ทราบ ณัฐจึงเป็นคนเรื่องมากอยู่เหมือนกัน

ที่เวลาเขาจะว่ายน้ำ เขามักจะหาเวลาที่ไม่มีใครในสระ ซึ่งคงไม่พ้นในช่วงเช้า หรือตอนโพล้เพล้ และ มืดๆนั้นเอง

ที่รีสอร์ทที่เขาได้มาใช้ชีวิตที่นี้ มีแต่ฝรั่งกระหายแดด แสงตะวันอันร้อนฉ่า

น้ำในสระที่เวลาไม่มีแดดนั้น เย็นมากทีเดียว

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ ที่นี่คือบริเวณของเขาตะเกียบหรือเปล่าว การใกล้ภูเขาอาจทำให้ที่นี่เย็นและมีฝนตกชุกอยู่บ่อยๆ

การว่ายน้ำของเขา จะมีสมุดเปื่อยๆเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง วางอยู่ขอบสระ เวลาว่ายน้ำก็ใช้ความคิดอะไรของเขาไป ในขณะอยู่ในโลกใต้น้ำ

พอคิดอะไรได้ก็จะรีบว่ายตรงมาริมสระ คว้าสมุดเข้ามาเขียนสิ่งที่คิดได้ เขาเคยคิดว่าจะเอาปากกาเมจิก กะไวท์บอร์ตมาใช้เหมือนกัน แต่เห็นว่ายังไม่ได้ลองสักที



เวลานอกเหนือจากกิจกรรมทั้งหลาย ที่เรียนรู้การอยู่กับตนเองแล้ว เขามักจะ คิดข้อความต่างๆ ส่งหาเพื่อนบ้างคนสองคน

แต่ที่ส่งประจำคือ สา และก็โทรหาอยู่บ่อยครั้งที่เขารู้สึกอยากพูดกับใครสักคน

ทั้งๆที่ก็รู้ว่าเวลานั้นเธอเอง แทบไม่อยากคุยกับคนอย่างเขาเท่าไหร่นัก เพราะเธอเองก็กำลังเรียนรู้ คบคนอื่นคนใหม่อยู่

ณัฐมันแค่คนบ้าๆคนหนึ่งที่ไม่มีอนาคต หนีงานการชีวิตที่เค้ามีในเมืองหลวง มานั่งบ้าวันๆเอาแต่ถ่ายรูป ว่ายน้ำ เล่นดนตรี

อะไรหลายๆอย่างเป็นตัวบอกว่า ...เธอเองคงอาจรูสึกผิดพลาด ที่เลือกร่วมชีวิตกับคนแบบนี้มาตั้ง 6-7 ปี

[Image: why003.JPG]

การเติบโตของสตรีที่น่ารัก ในบริษรัทใหญ่ๆบนตึกสูงๆระฟ้ากลางกรุง

คงทำให้เธอคิดอะไรได้ดีขึ้น กับชีวิตที่ผ่านมา เธอจึงได้เลือกการมีชีวิตใหม่ กับโอกาสใหม่ๆ
แต่ณัฐ แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ถ้าเปรียบเทียบกับสา ....คน 2 คนนี้เติบโตมาด้วยกัน แต่มีพัฒนาการต่างกันมากทีเดียว

ไม่รู้เธอจะเมตตา หรือ อย่างไร ที่ก็ยังพูดคุยกับเขาอยู่ตลอด ไม่ได้หนีหายไปไหน



หรือคงอาจจะรู้ว่า เขาและเธอ คงเป็นคนที่รู้จักกันสนิทที่สุดในแก่นรากเหง้า พูดคุยปรึกษา โดยเข้าใจตัวตนในกันและกันได้เสมอ



เขาอยู่หัวหิน มีชีวิตเช่นนี้อยู่สักปีกว่าๆ ก็มีเหตุให้ต้องจากลาที่นั่น มาขลุกตัวร่วมทำอัลบั้มเพลงชุดนึง กับรุ่นพี่ ชื่อกุน ซึ่งเป็นครูสอนถ่ายรูปแก่เขาด้วย


กุนเป็นคนเล่นกีตาร์เหมือนกับเขา อยู่ในวงที่มีชื่อเสียงออกอัลบั้มมาได้รับความนิยมอยู่พอสมควรหลายชุด

เขาทั้ง 2 เล่นดนตรีกันได้เข้าขากันมาก ได้ลองแต่งเพลงขึ้นมาร่วมกัน ในขณะณัฐไปๆกลับๆหัวหิน จนเริ่มคิดจะทำการบันทึกเสียงกันอย่างจริงจัง

แต่จนแล้วจนรอด ก็เป็นแค่ความทรงจำในวันๆหนึ่งเท่านั้น แต่ก็เป็นบันทึกที่มากมายเรื่องราว เปี่ยมไปด้วย สุข และทุกข์อีกเรื่องหนึ่ง

ความรักของพี่ชายน้องชาย ความไม่เข้าใจในความแตกต่างของเพื่อนร่วมงาน ความต่างกันของพรสวรรค์ พรแสวง น้ำตา วินัย ความกดดัน การเมือง

สิ่งเหล่านี้ ควรค่าน่าได้รับมอบดุษฎีบัณฑิตอีกสักใบเลยทีเดียว



บุหรี่ ไม่รู้ว่ามวนที่เท่าไหร่แล้ว ที่ถูกเท้าเหยียบให้ดับ ขณะเขานั่งมองสิ่งเคลือนไปมายามเช้าที่ว่างเปล่าวนี้อย่างลอยๆ เหมือนคนตาฝ้าฝาง

คุ้งควันแห่งความทรงจำ ปรากฏเรื่องราวต่างๆขึ้นในสมอง มาให้รู้สึกถึงอะไรต่างๆ

เมื่อสายลมพัดมา ก็พัดผ่านพ้นไป


ขณะควันลางจางลง ณัฐ..หันไปยิ้มๆบางๆทักทายคล้ายบอกลา กับคุณยายท่านนั้น ....

แต่แกคงไม่ทันเห็นเขาหรอก ....และมันไม่ใช่เรื่องอะไรที่ต้องใส่ใจ

ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้สนใจอยากสัมผัส ผูกพันธ์อะไรใครอีกต่อไปแล้ว



แล้วรอยยิ้มบางๆนั้นก็ผ่านหายไป ไม่ต่างดังควันจางๆที่เลือนหายไปกับสายลมเช่นกัน



.........................................................................
............. ;?? ?..............
*.:??*Parradee ...A Journey of Us - ?.:* *.:??*?;??

อย่าไปเอาอะไรกับนักเขียนนิยาย

(This post was last modified: 30-08-2008, 05:08 by hattaya111.)
28-08-2008, 13:59
Website Find Like Post Reply


Messages In This Thread
...เรื่องเล่า เเบบหัทยา/ตอนที่ 7.... ..สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง1-2.. - by hattaya111 - 28-08-2008, 13:59

Forum Jump:


Users browsing this thread: 1 Guest(s)

Contact Us | NimitGuitar | Return to Top | | Lite (Archive) Mode | RSS Syndication